[Thor/Loki] Asgard Part : Dust to Dust (INTRO)

posted on 27 Oct 2013 15:07 by wildninyx
Dust to Dust (Asgard Part)
Author by Hawaze     
 
 
 
 
 
Paring : Thor Odinson x Loki Laufeyson
Rate : PG-15 
Note : ฟังประกอบนะค่ะ http://www.youtube.com/watch?v=yJbmXvBJhCs
 
*แฟนฟิคนี้เกิดขึ้นมาจากจินตนการของผู้แต่งค่ะ แต่งเพื่อความบันเทิง
และเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายรักชาย ถ้ารับไม่ได้แนะนำให้ปิดนะค่ะ*
 
==================================================
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 

 

 

            

เหลือเพียงวิธีนี้เท่านั้น...

 

 

 

 

 

กษัตริย์หนุ่มกุมขมับกับปัญหาใหญ่ของอาณาจักรที่กำลังโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นทุกที เขาและทุกคนต่างช่วยกันคิดจนสุดความสามารถ แต่ก็เหมือนมันจะอับจนหนทางเสียเหลือเกิน จะเหลือก็แต่หนทางนี้ แม้เขาจะไม่ค่อยอยากจะใช้สักเท่าไหร่ อันที่จริงอยากไปปรึกษาพระบิดาของตน อดีตกษัตริย์แห่งแอสการ์ด แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ทำ หากเขาผู้ซึ่งเป็น ‘บุตรแห่งโอดิน บิดาแห่งทวยเทพ’ ยังไม่กล้าจะตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองแบบนี้ ตำแหน่งกษัตริย์นี้ก็ช่างไม่คู่ควรและไม่จำเป็นกับตนเลย

 

 

 

 

 

ข้าต้องทำมันด้วยตนเอง

 

 

 

 

 

คิดได้ดังนั้นก็สะบัดผ้าคลุมเข้ากับตนมุ่งตรงสู่สถานที่ ‘วิธีสุดท้าย’ อยู่ เขาไม่ได้บอกทหารองค์ใด ไม่จำเป็นเลยในเมื่อคนที่กุมวิธีสุดท้ายไว้ หาใช่คนที่น่าหวาดเกรง อันที่จริงเขาเองก็ออกจะมาที่นี่เพียงลำพังออกบ่อยครั้ง เรียกได้ว่า ว่างก็มาไม่ว่างก็จะมา จนพระนางฟริกก้าแม่ของตนก็อดจะตำหนิติเตียนไม่ได้

 

 

 

 

 

“มีธุระเร่งด่วนอะไร ถึงได้มารบกวนเวลาพักผ่อนของข้าเช่นนี้” น้ำเสียงของ ‘วิธีสุดท้าย’ ยังคงเย่อหยิ่งไม่เปลี่ยนไป แม้สถานะของตนจะไม่น่าจะทำให้รู้สึกแบบนั้นได้เลยต่อหน้ากษัตริย์แห่งแอสการ์ดเช่นเขา แต่อย่างว่าเขาเองก็ไม่เคยอยากให้อีกฝ่ายมองว่าเขาเป็นกษัตริย์อยู่แล้ว

 

 

 

 

 

“อนุชาข้า ข้าต้องขอโทษที่มารบกวนเวลาพักผ่อนของเจ้า” กษัตริย์หนุ่มได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเบาๆจากร่างโปร่งบางด้วยชุดเสื้อผ้าโทนมืดแบบที่มักจะเห็นคนตรงหน้าสวมใส่อยู่เป็นนิจ คงจะนึกหัวเราะที่ ‘กษัตริย์’ กับกล่าววาจาสุภาพแบบนั้นกับคนที่สถานะ ‘ทรราชย์’ เช่นตน

 

 

 

 

 

แต่ก็อย่างที่บอก... ข้าเองไม่ได้อยากเป็นกษัตริย์ในสายตาของเจ้านัก

 

 

 

 

 

“ทำไม” คำถามแบบชี้แจงตรงจุด ไม่มีการถามไถ่ใดๆเหมือนไม่ต้องการรับรู้นอกจากเรื่องที่ทำให้ร่างสูงตรงหน้ามาหาตนในยามวิกาลดึกดื่นเช่นนี้ อีกอย่างสีหน้าที่เคร่งเครียดกับคิ้วที่ขมวดตีกันยุ่งเหยิงก็ไม่ได้ทำให้ร่างบางในชุดสีดำตัดเขียวนี่รู้สึกดีเท่าไหร่นัก

 

 

 

 

 

“ถ้าข้าบอกว่านอนไม่หลับ..”

 

 

 

 

 

“ธอร์ ถ้าเจ้าคิดจะมาเพื่อโกหก โลกิ เทพแห่งจอมลวง ด้วยคำพูดปัญญาด้อยแบบนั้น ก็จงไปให้พ้นหน้าข้าซะ” ร่างบางหันหลังใส่ธอร์อย่างไม่ลังเล นึกหงุดหงิดที่ถูกรบกวนเวลาด้วยเรื่องปัญญาอ่อนทั้งๆที่สีหน้าอีกฝ่ายนั้นตีกันยุ่ง จนอดคิดไม่ได้ว่า ธอร์ก็ยังเป็นธอร์ ยังคงเป็นพี่ข้าที่โง่เง่าและซื่อบื้อเช่นเดิมแม้จะเป็นถึงกษัตริย์แล้ว

 

 

 

 

 

น่าโมโหยิ่งนัก

 

 

 

 

 

เมื่อเห็นดังนั้น ธอร์ยิ้มออกมากับท่าทางแบบนั้น เป็นยิ้มในรอบสัปดาห์ที่แสนตรึงเครียดของเขา แม้จะเป็นเพียงการยกยิ้มเพียงเล็กน้อยก็ตาม พระอนุชามักทำให้ตนรู้สึกผ่อนคลายเสมอแม้จะทำตัวป่วนจนน่าปวดหัวก็ตาม ก่อนรอยยิ้มนั้นจะจบลงและเขาจึงได้เริ่มเปิดประเด็น

 

 

 

 

 

“แอสการ์ดกำลังจะทำสงคราม”

 

 

 

 

 

“คิดว่าการที่กองกำลังทหารเฝ้าคุกนี่น้อยลงจะทำให้ข้าไม่รู้เรื่องนั้นหรือยังไง” โลกิหันกลับมาประจันหน้ากับตน ใบหน้านั้นเชิ่ดขึ้นเสมอ และในยามนี้ก็แลดูจะหงุดหงิดเหลือเกินที่พระเชษฐาของเขานี้ช่างต่อความยาวยืดยื้อเหลือเกิน

 

 

 

 

 

“ข้าแค่อยากรู้ว่าเจ้าต้องการอะไรจากข้า เรื่องของแอสการ์ดจะเป็นยังไงก็ช่าง ข้าไม่สน”

 

 

 

 

 

“โลกิ...” ธอร์เอ่ยเรียกชื่อของอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะเงียบไปครู่ ก้มหน้าก้มตาเหมือนกำลังคิดตัดสินใจอะไรอยู่ ก่อนที่จะตัดสินใจพูด

 

 

 

 

 

“ข้าต้องการให้เจ้าช่วย มันเป็นหนทางเดียวสำหรับทุกคนแล้วตอนนี้” รอยยิ้มเย็นแสยะขึ้นอย่างสมเพชอีกนัยนคือกำลังเวทนาแก่โชคชะตาตนเอง

           

 

 

 

 

“หึ น่าขันนัก โอดินเลี้ยงข้าขึ้นมาเพื่อต้องการใช้ข้าสานสัมพันธ์กับโยธันไฮม์ปกป้องแอสการ์ด มาจนถึงเจ้าก็ยังขังข้าไว้ แล้วก็ใช้ข้าเพื่อออกศึกแก่แอสการ์ด สมแล้วที่เจ้าเป็นบุตรของโอดิน”

 

 

 

 

 

“ไม่ใช่แบบนั้นน้องข้า เจ้ากำลังเข้าใจผิด!”

 

 

 

 

 

“ข้าไม่ได้เข้าใจอะไรผิดทั้งนั้น!! และข้าก็ไม่ใช่น้องเจ้า ข้าไม่ใช่บุตรแห่งโอดินผู้นั้น!!”

 

 

 

 

 

“โลกิ!!” ธอร์ตะโกนจนดังก้อง มือแกร่งทุบกับกระจกแก้วที่กลั้นตนกับโลกิเอาไว้ มือหนากำแน่นจนเส้นเลือดปูด เขาเองก็เจ็บปวดกับคำพูดของโลกิ แต่แม้จะอธิบายไป โลกิก็คงปิดกลั้นไม่ต้องการมันอยู่ดี

 

 

 

 

ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งสอง มีเพียงแสงไฟจากคบเพลิงสีส้มนวลเท่านั้นที่พลิ้วไหวไปมา ปล่อยให้ความเงียบเหล่านั้นสงบสติตนทั้งสองให้เย็นลง

 

 

 

 

 

“ข้าต้องทำยังไง โลกิ บอกข้าสิ ข้าไม่อยากให้เรื่องมันเป็นแบบนี้” นัยน์ตาสีเขียวมรกตมองคนที่ชื่อว่ากษัตริย์กลับกำลังพูดจาขอร้อง ช่างอ่อนแอจนเขานึกสมเพช

 

 

 

 

 

เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอยิ่งนัก

 

 

 

 

 

“เจ้าต้องการเวทย์มนต์ของข้าสินะ”

 

 

 

 

 

“มีเพียงเจ้าที่รู้วิธีต่อกรกับศัตรูครั้งนี้”

 

 

 

 

 

“...แน่ใจนะว่าต้องการพลังของข้า” ธอร์เงยหน้ามอง สบกับนัยน์ตาสีสวยของอีกคนอย่างแน่วแน่ แบบที่ไม่ต้องบอกออกมาก็รู้ถึงคำตอบของตน

 

 

 

 

 

“ข้าต้องการที่จะออกศึกร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับน้องข้า ข้าปรารถนามันอยู่แล้ว โลกิ”

 

 

 

 

 

“ถ้าเช่นนั้นก็จงปลดกระจกนี่ออกซะ แล้วคืนพลังเวทย์ให้ข้า” ธอร์มองอย่างลังเล แม้ว่ามันจะจำเป็นต้องใช้ก็ตาม แต่เพราะโตมากับคนตรงหน้าจึงรู้ดีว่าอีกฝ่ายร้ายแค่ไหน ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อใจโลกิ เพียงแต่ก็ไม่มั่นใจเต็มร้อยก็เท่านั้น

 

 

 

 

 

“หากเจ้ายังลังเลตัดสินใจไม่ได้แบบนี้ ก็เก็บคำพูดของเจ้าแล้วไม่ต้องมาเจอหน้าข้าอีก”

 

 

 

 

 

“ได้ๆ” ธอร์รีบตอบอย่างร้อนรนเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะหันหลังให้ตนอีกครั้ง ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะหยิบเอามีดสั้นที่พกติดตัวไว้ขึ้นมากรีดลงบนฝ่ามือของตนลึกพอให้เลือดไหลออกมา แล้วจึงวางลงบนแผ่นกระจกนั้น การจะปลดนักโทษจากห้องขังเวทย์มนต์นี้จำเป็นต้องใช้เลือดของกษัตริย์ปัจจุบันแห่งแอสการ์ดเท่านั้น

 

 

 

 

 

พริบตาแสงสีขาวสว่างวาบเพียงครู่เดียวเท่านั้น ก่อนที่กระจกที่เคยกั้นตนกับโลกิไว้จะหายไป ร่างบางอ้าแขนไปข้างตัวช้าๆ พลังเวทย์ของตนค่อยๆฟื้นตัวขึ้นมา เขาสัมผัสได้พลังที่ไม่ได้รู้สึกมานาน ก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับคนตัวโตที่ยืนมองอยู่เงียบ

 

 

 

 

 

“เข้ามาสิ” เอ่ยเพียงสั้นๆก่อนเจ้าตัวจะเดินเข้าไปหยิบเอาหนังสือบนชั้น ธอร์เดินเข้ามาอย่างไม่คิดอะไร กวาดสายตามองไปรอบๆห้อง เครื่องใช้เรียบหรูแบบที่เชื้อพระวงศ์จะได้ใช้ โลกิเองก็ยังมีสิทธิ์นั้นอยู่ จะว่าเป็นนักโทษแต่ก็เป็นนักโทษที่สะดวกสบายที่สุดแล้วก็ว่าได้ ในเมื่อเขาเองก็ไม่เคยขัดใจอะไรเลย

 

 

 

 

 

เขายังจำได้ตอนที่โลกิบอกว่าอยากได้หนังสือเวทย์ที่เก่ามากชนิดที่ว่าพระบิดาของเขาเองก็ยังเป็นเด็กนักตอนที่หนังสือเล่มนี้ถูกเขียน เขาก็ยังพยายามพลิกห้องสมุดแห่งแอสการ์ด จนจะโดนหนังสือจมตายอยู่รอมร่อเพื่อเอามาให้

 

 

 

 

 

ยังจำได้ตอนที่โลกิบอกว่าอยากลองกินอาหารจากมิดการ์ด เขาก็ไปสรรหามาให้ ถึงแม้พอตอนมาถึงเจ้าตัวจะเมินเฉยไม่อยากกินแล้วก็เถอะ

 

 

 

 

 

ยังจำได้ตอนที่โลกินั้นอยากได้เสื้อผ้าใหม่ เขาก็สั่งให้นางสนมทั้งหลายจัดสรรหาเสื้อผ้ามาจากทั้ง 9 โลกเพื่อโลกิ เจ้าตัวก็โวยวายใหญ่โตว่าไม่อยากได้อะไรจากเขาทั้งนั้น สุดท้ายเขาก็เลยยัดเหยียดเสื้อผ้าจากทั้ง 9 โลกให้โลกิไปแบบที่เจ้าตัวไม่เต็มใจรับเลย

 

 

 

 

และยังจำตอนที่โลกิดูเหงาๆได้ เขาแทบจะขนพระราชวงการทั้งหลายมานั่งทำมันในคุกใต้ดินนี่ด้วยซ้ำ โลกิออกปากทั้งด่าทั้งไล่เขาแบบไม่ใยดี เขาก็ยังหน้าด้านได้อยู่จนกระทั่งพระนางฟริกก้าเป็นคนขอร้องเขาจึงยอมลดละ

 

 

 

 

 

ยังมีอีกหลายเรื่องที่เขาเผลอคิดไปพรางๆจนไม่ได้มีสมาธิสติกับปัจจุบันเท่าไหร่ รู้สึกตัวอีกทีความเจ็บแปลบทะลุจากมือมายังโสตประสาทของตน เลือดสีแดงไหลอาบแขนลงมา แต่ที่ทำให้ธอร์ตกใจกว่าการที่ได้รู้ว่าเลือดนั้นไม่ใช่ของเขาแต่เพียงผู้เดียว

 

 

 

 

 

“โลกิ!!! นี่เจ้าทำอะไร!!!” ธอร์มองมือของตนที่ประกบเข้ากับมือที่เล็กกว่าอีกฝ่าย มีดสั้นที่เขาเคยใช้เมื่อสักครู่ปักลงที่กลางของโลกิและทะลุมาจนถึงมือของเขา ทำให้เลือดสีแดงอาบไหลรินไปสองสองแขน เขาไม่เข้าใจและกำลังรนราน มือก็จับไหล่ของคนตรงหน้าเขย่าไปมาเพื่อถามหาสาเหตุ แต่สิ่งที่ได้มีเพียงใบหน้าที่เจ็บปวดและรอยยิ้มแสยะเท่านั้น

 

 

 

 

 

“เจ้ามันโง่ที่ไว้ใจข้า ท่านพี่”

 

 

 

 

 

“ไม่ ไม่ ไม่ เจ้าเป็นอะไรโลกิ ทำแบบนี้ทำไม!”

 

 

 

 

 

“ท่านต้องการพลังของข้าไม่ใช่รึ? นี่ไง ข้ากำลังจะให้ กำลังจะใช้พลังของข้าแทนตัวท่านไง”

 

 

 

 

 

“หมายความว่ายังไง!? ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่เจ้าพูด เอามีดออกซะโลกิ เลือดเจ้ามันไหลอาบไปหมดแล้ว!!” ธอร์พยายามจะดึงมือที่กดมีดของอีกฝ่ายออก ยื้อแย่งดื้อดึงอยู่อย่างยากเย็น เพราะก็กลัวว่าคนตรงหน้าจะเจ็บปวด

 

 

 

 

 

ทันใดนั้นเอง แสงสว่างสีทองวาบอยู่ที่ใต้เท้าของธอร์ เขาก้มลงมองก่อนที่จะเบิกตากว้าง อักขระวงเวทย์ขนาดใหญ่ครอบร่างของตนทั้งสองไว้ เลือดของเขาและโลกิไหลไปตามรอยอักขระเวทย์พวกนั้น มันสว่างแรงขึ้นเรื่อยๆตามจำนวนหยดเลือดที่หยดลงสู่พื้น ลางสังหรณ์ของเขากำลังกู่ร้อง

 

 

 

 

 

“โลกิ!! หยุดมันเดี๋ยวนี้!! ข้าบอกให้เจ้าหยุด!!”

 

 

 

 

 

“มันสายไปแล้ว ธอร์” แสงสว่างนั้นค่อยๆกินบริเวณพื้นที่กว้างขึ้น ขยายใหญ่ขึ้นจนร่างของโลกิและตนต่างกำลังค่อยๆถูกกลืนกินไปแสงสว่างนั่น เขามองเห็นใบหน้าของโลกิเพียงเสี้ยว กำลังยิ้มและขยับปากพูดอะไรบางอย่างที่เขาจับใจความไม่ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.

.

.

 

 

 

 

จะเป็นยังไงหากมือของข้า คือ มือของเจ้า 


มันจะจับมือข้าไว้ หรือจะปล่อยไปนะ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


สวัสดีค่ะ นักอ่านทุกคน 555555555555
เรา "มิน้อย" เจ้าเดิม... จอมดองฟิค *โดนเขวี้ยงรองเท้าใส่*

เรามีเรื่องจะชี้แจ้งเกี่ยวกับฟิคนี้ก็คือว่า ...
 
ฟิคนี้ธอร์กินี้ มี 2 คนเขียน
คือ Hawaze จะเขียนคู่ธอร์กิในโลกแอสการ์ด
และ มิน้อย? (เราเอง) จะเขียนธอร์กิในโลกมิดการ์ด
ซึ่งจะมีธอร์กิสองคู่อยู่ในจักรวาลเดียวกันแต่คนละโลก
แต่จะฟิคเรื่องอัพบล็อกของเรานะ 555555555555555555555
 
ยังไงก็รบกวนเม้นต์ติชมด้วยนะค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ (:
 
รักนักอ่านทุกคน *โบกมือแบบนางงาม*
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
.
 

 

edit @ 27 Oct 2013 15:44:49 by wild18 nyx

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

>______< อ๊าาาาา~ ค้างมากค่ะค้างงงงง
น้องกิจะทำอะไรอ่าาาา จะดราม่าไหมเนี่ย ต่อเถอะค่ะ แหมแบบชอบพี่ธอร์ฟิคนี้ ตามใจน้องตลอด อยากได้อะไรพี่แกจัดให้หมด ท่าทางจะรักว่าที่ภรรยามาก//โดนคทาจิ้มพุง

#1 By umi on 2013-10-27 17:17

ค้างมาก มันเรื่องอะไรกันหว่า ที่แน่ๆท่านพี่เสียรู้ท่านน้องอีกแล้วopen-mounthed smile

#2 By mokona (49.230.170.129) on 2013-11-07 14:51